โรคน้ำหนีบ (DCS) คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันตอนดำน้ำ
โรคน้ำหนีบ (DCS) คืออะไร เกิดจากอะไร อาการที่พบบ่อย อะไรเพิ่มความเสี่ยง นักดำน้ำลดความเสี่ยงได้ยังไง และต้องทำอะไรเมื่อสงสัยว่าเป็น ข้อมูลจาก DAN และ PADI
โรคน้ำหนีบ (Decompression sickness หรือ DCS) เป็นคำที่นักดำน้ำได้ยินตั้งแต่คอร์สแรก บทความนี้อธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ ว่าโรคน้ำหนีบคืออะไร เกิดจากอะไร อาการเป็นยังไง อะไรเพิ่มความเสี่ยง นักดำน้ำลดความเสี่ยงได้ยังไง และต้องทำอะไรถ้าสงสัยว่าตัวเองหรือบัดดี้เป็น
ข้อมูลทั้งหมดมาจาก DAN (Divers Alert Network) และ PADI (องค์กรสอนดำน้ำ) ส่วนเบอร์ฉุกเฉินในไทยมาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และใช้วินิจฉัยตัวเองไม่ได้ ถ้ามีอาการหลังดำน้ำ ติดต่อหน่วยฉุกเฉินและแพทย์ทันที
ภาพรวมเรื่องความเสี่ยงของการดำน้ำ อ่านได้ในดำน้ำอันตรายไหม
โรคน้ำหนีบคืออะไร
DAN อธิบายว่า ระหว่างดำน้ำ เนื้อเยื่อในร่างกายดูดซับไนโตรเจนจากอากาศที่หายใจเข้าไป ตามแรงดันน้ำรอบตัว ยิ่งลึก ยิ่งดูดซับเร็ว ตราบใดที่ยังอยู่ใต้แรงดัน ไนโตรเจนนี้ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าแรงดันลดลงเร็วเกินไป ไนโตรเจนอาจกลายเป็นฟองในเนื้อเยื่อและในกระแสเลือด ฟองเหล่านี้คือต้นเหตุของโรคน้ำหนีบ
PADI เทียบกับการเปิดฝาขวดน้ำอัดลม แรงดันที่ลดลงทันทีทำให้ฟองผุดขึ้นมา ภาษาอังกฤษเรียกโรคนี้ว่า "the bends"
DAN ระบุว่าบางรายอาการเบาและยังไม่อันตรายทันที บางรายบาดเจ็บรุนแรง และยิ่งเริ่มรักษาเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเป็นปกติมากขึ้น
DAN จัดโรคน้ำหนีบไว้กลุ่มเดียวกับภาวะฟองอากาศอุดหลอดเลือดแดง (Arterial gas embolism หรือ AGE) เรียกรวมกันว่า DCI (Decompression illness) AGE เกิดเมื่อนักดำน้ำขึ้นโดยไม่หายใจออก อากาศที่ค้างในปอดขยายตัว และอาจทำให้เนื้อปอดฉีกขาด สองภาวะนี้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแบบเดียวกัน กฎที่ PADI ย้ำตลอดไดฟ์จึงเป็น "ห้ามกลั้นหายใจ" โดยเฉพาะตอนขึ้น
โรคน้ำหนีบเกิดจากอะไร
DAN บอกว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือลักษณะของไดฟ์เอง ได้แก่ เวลา ความลึก และความเร็วตอนขึ้น PADI บอกว่ายิ่งลึก ร่างกายยิ่งรับไนโตรเจนมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง และแรงดันเปลี่ยนมากที่สุดช่วงจาก 10 เมตรขึ้นถึงผิวน้ำ การขึ้นเร็วเกินไปตอนท้ายไดฟ์จึงทำให้เกิดโรคน้ำหนีบได้
สิ่งที่นักดำน้ำควรรู้ไว้: DAN ระบุว่าฟองเกิดได้ทั้งตอนดำเกินขีดจำกัด และแม้ตอนทำตามแนวทางที่ยอมรับกันอยู่ นักดำน้ำบางคนดำแบบเดิมหลายครั้งไม่เป็นอะไร แล้วมาเป็นในไดฟ์ที่ดำแบบเดียวกัน และบางคนเป็นบ่อยกว่าคนอื่น ทั้งที่ดำแบบเดียวกัน
อาการโรคน้ำหนีบ
DAN บอกว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ปวดข้อ และชาหรือเป็นเหน็บ รองลงมาคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปัสสาวะไม่ออกทั้งที่ปวด อาการที่ DAN ระบุไว้ มีเช่น
- อ่อนเพลียผิดปกติ
- คันผิวหนัง หรือมีผื่นเป็นจ้ำ ๆ
- ปวดตามข้อ หรือปวดกล้ามเนื้อแขน ขา หรือลำตัว
- เวียนหัว หรือบ้านหมุน
- มีเสียงดังในหู
- ชา เป็นเหน็บ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือขยับไม่ได้
- หายใจไม่อิ่ม
- ปัสสาวะลำบาก
- สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป
- เดินเซ
- หมดสติ หรือล้มลง
อาการเริ่มเมื่อไร: DAN บอกว่าส่วนใหญ่เริ่มภายใน 15 นาทีถึง 12 ชั่วโมงหลังขึ้นจากน้ำ รายที่รุนแรงอาจเริ่มก่อนขึ้นถึงผิวน้ำหรือทันทีหลังขึ้น อาการที่มาช้ากว่านั้นพบน้อย แต่เกิดได้ โดยเฉพาะถ้าขึ้นเครื่องบินหลังดำน้ำ PADI บอกว่าอาการอาจเริ่มได้ช้าถึง 36 ชั่วโมง
อย่ามองข้าม: DAN บอกว่าหลายครั้งคนคิดว่าอาการมาจากเรื่องอื่น เช่น ออกแรงมากไป ยกของหนัก หรือชุดดำน้ำคับ PADI บอกว่านักดำน้ำบางคนไม่กล้าบอกเพราะอาย หรือไม่อยากให้คนอื่นกังวล แล้วคิดว่าเป็นแค่แดดเผา ขาดน้ำ หรือเมาเรือ PADI ย้ำว่าการรักษาช้าอาจทำให้บาดเจ็บถาวร
อะไรเพิ่มความเสี่ยงโรคน้ำหนีบ
DAN ระบุปัจจัยเสี่ยงที่รู้แน่ของนักดำน้ำไว้ดังนี้
- ดำลึก หรือดำนาน
- น้ำเย็น
- ออกแรงหนักตอนอยู่ใต้น้ำ
- ขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป
DAN บอกว่ายังมีปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง แต่หลักฐานยังไม่ชัด ได้แก่ น้ำหนักตัวเกิน ร่างกายขาดน้ำ ออกแรงหนักทันทีหลังขึ้นจากน้ำ และโรคปอด
ขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นที่สูงเร็วเกินไปหลังดำน้ำก็เพิ่มความเสี่ยง (DAN) และ DAN บอกว่าการทำให้ตัวอุ่นเร็ว ๆ หลังดำ เช่น อาบน้ำร้อนหรือแช่อ่างน้ำร้อน ทำให้เกิดฟองในเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น
นักดำน้ำลดความเสี่ยงได้ยังไง
- ขึ้นช้า ๆ: PADI ให้ขึ้นไม่เร็วกว่า 18 เมตรต่อนาที และช้าลงอีกช่วงใกล้ผิวน้ำ เพราะแรงดันเปลี่ยนมากที่สุดตรงนั้น
- ทำเซฟตี้สต็อป (Safety stop): PADI แนะนำให้หยุด 3 นาทีที่ความลึกราว 5 เมตรก่อนจบไดฟ์ ให้ร่างกายมีเวลาปล่อยไนโตรเจนออก DAN ก็แนะนำให้ทำเซฟตี้สต็อปทุกไดฟ์
- ดำตามแผน ใช้ไดฟ์คอมพิวเตอร์หรือตารางดำน้ำ: ในคอร์ส Open Water ของ PADI คุณจะเรียนใช้ตารางดำน้ำหรือไดฟ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งบอกว่าลงได้ลึกและนานแค่ไหน PADI บอกว่าดำลึกกว่าแผน นานกว่าแผน หรือพักผิวน้ำไม่ครบ เพิ่มความเสี่ยง เทียบไดฟ์คอมพิวเตอร์
- อย่าเชื่อไดฟ์คอมพิวเตอร์แบบไม่คิด: DAN บอกว่าไดฟ์คอมพิวเตอร์คำนวณจากนักดำน้ำโดยเฉลี่ย ไม่ใช่ตัวคุณ ไม่รู้เรื่องสุขภาพ ความฟิต ความเย็น หรือแรงที่คุณออก ดำอยู่ในขีดจำกัดของเครื่องก็ยังเป็นได้ DAN แนะนำให้ดำเผื่อไว้ และเลือกตั้งค่าในเครื่องที่ระวังมากกว่า อ่านต่อในไดฟ์คอมพิวเตอร์คืออะไร เลือกยังไง
- ฝึกคุมการลอยตัว: PADI บอกว่าการคุมการลอยตัวได้ดี ช่วยให้ขึ้นได้ช้าและนิ่ง ลดความเสี่ยงโรคจากการลดความดัน
- ออกแรงน้อย และอย่ารีบอุ่นตัวหลังดำ: DAN ให้ออกแรงให้น้อยที่สุดช่วงอยู่ลึก เลี่ยงการออกกำลังหลังดำให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ และเลื่อนการอาบน้ำร้อนหรือแช่อ่างน้ำร้อนออกไป PADI เพิ่มว่าหลังดำให้เลี่ยงแอลกอฮอล์ด้วย
- พักผ่อนและดื่มน้ำให้พอ: DAN นับเป็นหนึ่งในขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ช่วยให้แต่ละไดฟ์ปลอดภัยขึ้น
- เว้นเวลาก่อนบิน: DAN แนะนำให้เว้นอย่างน้อย 12 ชั่วโมงหลังดำ 1 ไดฟ์แบบไม่ต้องหยุดลดความดัน และอย่างน้อย 18 ชั่วโมงหลังดำหลายไดฟ์ในวันเดียวหรือหลายวันติดกัน รายละเอียดอยู่ในดำน้ำแล้วขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไร
PADI บอกว่าโรคน้ำหนีบป้องกันไม่ได้ 100% แต่พบน้อยมากเมื่อทำตามวิธีดำน้ำที่ปลอดภัย โดยเฉลี่ยราว 3 รายต่อ 10,000 ไดฟ์ และการเรียนวิธีเลี่ยงโรคน้ำหนีบเป็นส่วนสำคัญของการเรียนดำน้ำทุกระดับ เริ่มจากคอร์สแรกได้ที่เรียนดำน้ำ Open Water
สงสัยว่าเป็นโรคน้ำหนีบ ทำยังไง
ถ้าสงสัยว่านักดำน้ำบาดเจ็บจากการดำน้ำ DAN ให้ทำตามนี้
- ดูทางเดินหายใจ การหายใจ และการไหลเวียนเลือดของผู้บาดเจ็บ
- ให้ออกซิเจน 100% ถ้าคุณผ่านการฝึกเป็นผู้ให้ออกซิเจน
- โทรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ เพื่อพาผู้บาดเจ็บไปรับการรักษา ในไทย สพฉ. ให้โทร 1669 เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน
- โทรสายด่วนฉุกเฉินของ DAN +1-919-684-9111 (DAN ระบุว่าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของ DAN รับสายตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน และสายนี้รับสายเก็บเงินปลายทาง) โทรจากนอกสหรัฐฯ ต้องกดรหัสประเทศ +1
ถ้าอาการถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต DAN ให้เรียกหน่วยฉุกเฉินหรือพาไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน แล้วจึงโทรหา DAN
สิ่งที่ DAN และ PADI ย้ำเพิ่ม
- ออกซิเจนไม่ใช่การรักษาจบ: DAN บอกว่าการให้ออกซิเจนเร็วอาจทำให้อาการลดลง แต่อาการอาจกลับมาทีหลัง ต้องติดต่อ DAN หรือแพทย์ด้านเวชศาสตร์การดำน้ำเสมอ แม้อาการดูเหมือนหายแล้ว
- อย่ารอ: DAN บอกว่ายิ่งรักษาช้า ยิ่งเสี่ยงมีอาการค้าง และถ้าช้าเกิน 24 ชั่วโมง การรักษาอาจได้ผลน้อยลง
- อย่ากลับลงน้ำ: DAN บอกว่าโดยทั่วไป ให้พาคนที่มีอาการขึ้นจากน้ำ แล้วปฐมพยาบาลบนผิวน้ำ PADI ย้ำว่าการลงดำซ้ำไม่ใช่ทางรักษา
- ไปโรงพยาบาลก่อน ไม่ใช่ตรงไปห้องปรับแรงดัน: การรักษาโรคน้ำหนีบคือการปรับแรงดันกลับ (Recompression) ด้วยออกซิเจนแรงดันสูงในห้องปรับแรงดัน (Recompression chamber) แต่ DAN บอกว่าผู้บาดเจ็บต้องได้รับการตรวจที่โรงพยาบาลหรือคลินิกฉุกเฉินก่อน ห้องที่ใกล้ที่สุดอาจไม่เหมาะ หรือไม่เปิดรับในตอนนั้น
- ถามเรื่องห้องปรับแรงดันก่อนเดินทาง: DAN บอกว่าร้านหรือผู้ให้บริการดำน้ำควรให้ข้อมูลนี้ได้ก่อนคุณไปถึง และนักดำน้ำที่เดินทางนอกสหรัฐฯ และแคนาดา ติดต่อสายข้อมูลของ DAN เพื่อถามเรื่องห้องปรับแรงดันและแผนฉุกเฉินของปลายทางได้
- เก็บข้อมูลไว้ให้แพทย์: DAN แนะนำให้จดไดฟ์ทั้งหมดในช่วง 48 ชั่วโมงก่อนมีอาการ เวลาที่อาการเริ่ม และการปฐมพยาบาลที่ให้ไป และให้นำไดฟ์คอมพิวเตอร์ไปด้วยตอนพบแพทย์ บางที่อ่านข้อมูลไดฟ์จากเครื่องได้
อยากพร้อมกว่านี้ PADI มีคอร์ส Emergency Oxygen Provider สอนการให้ออกซิเจนฉุกเฉิน และแนะนำการตรวจระบบประสาทเบื้องต้นที่ DAN พัฒนาไว้ ซึ่งคนที่ไม่มีพื้นฐานการแพทย์ก็ทำได้
ต้องให้แพทย์วินิจฉัยเท่านั้น
PADI บอกว่ามีแต่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่วินิจฉัยโรคน้ำหนีบได้ หน้าที่ของนักดำน้ำคือรู้จักอาการ เพื่อพาคนที่มีอาการไปรักษาให้เร็ว
DAN บอกว่าปัญหาจากการดำน้ำไม่ใช่โรคน้ำหนีบทั้งหมด อาการคล้ายกันเกิดได้จากหลายภาวะ เช่น การบาดเจ็บของหูชั้นในจากแรงดัน สัตว์ทะเลมีพิษ หรือภาวะทางระบบประสาทที่เกิดพร้อมกันโดยบังเอิญ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ต้องแยกโรคเหล่านี้ออก และต้องตรวจว่าผู้บาดเจ็บรับการรักษาด้วยแรงดันได้ จะกลับไปดำน้ำอีกเมื่อไร DAN ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
โรคน้ำหนีบ คืออะไร
โรคน้ำหนีบ (Decompression sickness หรือ DCS) คือภาวะที่ไนโตรเจนซึ่งร่างกายดูดซับไว้ระหว่างดำน้ำ กลายเป็นฟองในเนื้อเยื่อและในเลือด เมื่อแรงดันรอบตัวลดลงเร็วเกินไป DAN ระบุว่ามีตั้งแต่อาการเบาไปจนถึงบาดเจ็บรุนแรง
โรคน้ำหนีบ อาการเป็นยังไง
DAN บอกว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดคือปวดข้อ และชาหรือเป็นเหน็บ อาการอื่นเช่น อ่อนเพลียผิดปกติ คันหรือมีผื่น เวียนหัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัสสาวะลำบาก และหายใจไม่อิ่ม ส่วนใหญ่เริ่มภายใน 15 นาทีถึง 12 ชั่วโมงหลังขึ้นจากน้ำ
โรคน้ำหนีบ สาเหตุคืออะไร
แรงดันที่ลดลงเร็วเกินไปหลังดำน้ำ DAN บอกว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือเวลา ความลึก และความเร็วตอนขึ้น ปัจจัยอื่นที่รู้แน่คือน้ำเย็นและการออกแรงหนักใต้น้ำ และการบินเร็วเกินไปหลังดำน้ำก็เพิ่มความเสี่ยง
สงสัยว่าเป็นโรคน้ำหนีบ ต้องทำยังไง
ให้ออกซิเจน 100% ถ้าผ่านการฝึก โทรเรียกหน่วยฉุกเฉิน (ในไทยโทร 1669) แล้วโทรสายด่วนฉุกเฉินของ DAN +1-919-684-9111 ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน และอย่ากลับลงน้ำ
ดำตามไดฟ์คอมพิวเตอร์แล้ว ยังเป็นโรคน้ำหนีบได้ไหม
ได้ DAN บอกว่าไดฟ์คอมพิวเตอร์หรือตารางดำน้ำช่วยคาดการณ์ แต่รับประกันไม่ได้ ควรดำเผื่อไว้ ขึ้นช้า และทำเซฟตี้สต็อปทุกไดฟ์